วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

เมื่อคนอยากรวยเลือกหุ้นประกันชีวิต : SCBLIF

SCBLIF หรือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต  เป็นหุ้นในตำนานตัวหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์ตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน  แต่ตำนานบทนี้กลับไม่ได้รับการกล่าวขานถึงเท่าที่ควรครับ
หุ้นตัวนี้ IPO มาตั้งแต่ปี 2531 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว(ปีเกิดผมพอดีเลย  แฮ่ๆ)ด้วยราคาเท่าไหร่รู้ไหมครับ
เท่าที่ผมหาย้อนหลังมาได้  หุ้นตัวนี้ราคา ณ วันที่ 18 พ.ค. 2531 ราคา 5.82 บาท  และขึ้นไปถึง 60 บาทใน 2ปี  จากนั้นก็ดิ่งลงมาที่ราคาแถว 30-40 บาทอยู่พักใหญ่  ก่อนจะโดนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40ในตำนาน  สมัยนั้นผมว่าไม่ว่าจะแกร่งแค่ไหนก็ทรุดล่ะครับ  ราคาถูกบี้ลงไปติดดินที่ 2.74 บาทเมื่อต้นปี 2541 !!!
ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งขึ้นไปได้ถึง 250บาทก่อนวิกฤตครั้งที่ 2(ใช้เวลา 10ปีในการวิ่งมาเกือบ 100เด้ง !!!)  พอถึงคิววิกฤตซับไพรม์หุ้นตัวนี้ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 150 บาท  แต่เพชรก็คือเพชรครับ  หลังจากวิกฤตซับไพรม์ผ่านพ้นไป  ตัวนี้ก็วิ่งหน้าตั้งมาที่ 606 บาท  ก่อนจะมีข่าว delist และราคาร่วงลงมาที่ 400นิดๆ  ถึงตอนนี้ค่อยพยายามฟื้นตัวกลับไปใหม่  ราคาตอนนี้ประมาณ 530บาทครับ

ยอมรับว่าตอนหลายสิบปีก่อน  ผมไม่รู้ว่าพื้นฐานตัวนี้เป็นอย่างไร(แต่คิดว่าน่าจะแข็งแกร่งไม่น้อย)  แต่เท่าที่รู้มาคือตัวนี้ 4-5 ปีนี้มานี้เติบโตแข็งแกร่งมาก  กำไรไม่เคยลดลงเลยและ smooth มาก ซึ่งราคาตอนนี้ผมคิดว่ายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนี้ครับ
SCBLIF เท่าที่รู้มาคือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 18% ต่อปีทบต้นตลอด 23 ปีครับ !!!(ไม่ธรรมดานะครับ growth ขนาดนี้  ระยะเวลานานขนาดนี้  ไม่รู้ว่ามีหุ้นตัวอื่นทำได้ขนาดนี้หรือเปล่า)



โม้ตำนานมาเยอะ  มาดูกันดีกว่าว่าทำไมหุ้นตัวนี้ถึงถูกมองข้าม  และเราควรมองข้ามมันหรือเปล่า ???

1. หุ้นตัวนี้ free float ต่ำมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(สังเกต "ๆ" แสดงว่าต่ำจริง)  ตัวนี้มีหุ้นอยู่ 66.5ล้านหุ้น  แต่ SCB ถืออยู่เกือบ 95%(ใช่ครับ  ผมพิมพ์ไม่ผิดแน่นอน)  ถ้ารวมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งหมดจะเป็น 96.95%(นี่ยังไม่นับรายย่อยที่ไม่ขายแน่ๆ)  แปลว่าเหลือหุ้นให้เราเล่นอยู่อีกเพียง 3%หรือราวๆเกือบ 2ล้านหุ้นเท่านั้นเอง
ฉะนั้นตัวนี้บางวันก็ไม่มีการซื้อขายเลย  บางวันก็ซื้อกันไม่ถึงพันหุ้น
ถ้าใครจะซื้อตัวนี้ไม้นึงเงินต้องหนานิดนึงนะครับ  เพราะต้องอัดทีละ 100 หุ้นหรือ 53,000 บาท  แถมซื้อทีละมากๆไม่ได้ต้องไล่ราคา  หรือร้อนเงินจะขายก็ต้องทุบลงมาหลายช่อง(ช่องนึง bid,offer ไม่กี่ร้อยหุ้นครับ)
ข้อดีคือถ้าเราอยากปั่นแล้วทุบ  เราอาจจะไม่ต้องมีหลายหุ้นครับ :p

ซื้อตัวนี้ทำใจไว้นะครับว่าซื้อแล้วออกยากนิดนึง liquidity ต่ำมากและดูท่าทางจะไม่ยอมแก้ซะด้วยซิครับ

2. เรื่อง delist ที่มีปัญหากันยกใหญ่ผมไม่รู้ข้อมูลมากนะครับ  เพราะไม่ได้อยุ่ในยุคนั้น  แต่ว่าเท่าที่รู้คือตอนนั้นราคาราวๆ 400-500 บาท  แต่พี่ SCB เล่นซื้อจาก SCNYL ที่ราคาราวๆ 200กว่าบาทมั๊ง  ทำให้ผู้ถือหุ้นน้อยใหญ่กลัวซิครับ  เกิดอยู่หุ้นตรูถูกซื้อที่ราคานั้นขึ้นมาทำไง  เลยทรุดลงหนัก  ตอนนี้ยังไม่กลับที่เดิมเลยครับ(ถ้าไม่มีเรื่องนี้  ผมว่าราคาน่าจะ 700-800 แล้วนะ)
ซึ่งกฏเกณฑ์ delist มีหลายข้อมาก  เท่าที่ผมอ่านๆก็ยังไม่ค่อยเกท  แต่ก็ถือไปแล้วครับ  ถือว่ายอมรับความเสี่ยงตรงนี้ไป(ไม่แนะนำให้เล่นตามนะครับ  ถ้ารับความเสี่ยงตรงนี้ไม่ได้)


2 ข้อนี้ทำให้หุ้นตัวนี้ถูกละเลยไป  ณ ตอนนี้ไม่บริษัทไหนออกมาวิเคราะห์เลยครับ
เอาวะ!!! วิเคราห์เองก็ได้ ^^



[[[Reveiew SCBLIF]]]
เชิงปริมาณ
1. SCBLIF มี asset ประมาณ 87,000m คิดเป็น investing asset ประมาณ 80,000m  ที่ผ่านมา ROI SCBLIF ประมาณ 4.5%(ถือว่าค่อนข้างต่ำ)  แต่เห็นว่าจะลงทุนในหุ้นมากขึ้นซึ่งอาจจะทำให้ ROI มากขึ้น  อย่างไรก็ขอคิด conservative โดยใช้ ROI 4.5% ก่อนนะครับ

2. TP ปี 54 ได้ประมาณ 30,000m  ซึ่ง FYP ประมาณ 7,600m และRYP ประมาณ 22,400m  ซึ่งปกติถ้าคิดหยาบๆ RYP ปีต่อไปจะประมาณ 85%TPปีที่แล้ว(คิดหยาบๆแบบไม่หัก single premium)  ซึ่งจะได้ 25,500m ส่วน FYP ต้องบอกว่าดูจาก 2 เดือนแรก  น่าประทับใจมาก  เทียบกับปีก่อนแล้ว TP โตขึ้นมาถึง 32%(เยอะโคตรๆ)  และจากผลงานที่ว่า  ขอบอกว่า FYP โต10%ปลายๆนี่ไม่เกินไปเลยครับ  แต่ขอ conservative นิดๆไว้ที่ 10% ดีกว่าครับ  สมมติเบี้ยออกมา 8,360  ก็น่าจะได้ TP ปีนี้ 33,860m(แต่ผมว่าน่าจะมากกว่านี้สัก3,000-4,000m เลยนะครับ)

3. ค่าใช้จ่ายของ SCBLIF ทำ smooth มาก  ปกติจะออกมาราวๆ 40% อยู่แล้ว(ลองย้อนดูได้ครับ  ทำให้กำไรของ SCBLIF smooth สุดๆ)  ซึ่งผมว่าส่วนของค่าใช้จ่ายไม่น่าจะมีอะไร surprise เพราะน้ำท่วมปีที่แล้วรายจ่ายตรงนี้หรือสินไหมทดแทนก็ไม่ได้กระทบอะไรเลย  ดังนั้นขอเหมารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างไว้ที่ 40%ครับ(ทั้งค่าสินไหม  เงินคืนตามกรมธรรม์  เงินผู้บริหาร  การโฆษณา)  อาจจะดูหยาบไปแต่มันได้ประมาณนี้จริงๆครับ


4. กันสำรอง  SCBLIF กันสำรองอยู่ที่ 58-59% อยู่แล้วครับ  โดยปกติพอรวมกับค่าใช้จ่ายจะเกือบ 100% หรือตีไป 100% เลยก็ได้
จะทำให้ได้กำไรออกมาเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนครับ(อาจจะบวกอะไรอีกนิดหน่อย)


ทำให้เราได้ตัวเลขมาดังนี้ครับ
investing asset -> 80,000m
TP - ค่าใช้จ่าย 40%(คือเงินใหม่ที่เอามาลงทุนได้  หรือเงินกันสำรองนั่นเอง) -> 33,860(0.6) = 20,316
แต่เดี๋ยวก่อน  เราไม่ได้เงินก้อนนี้มาพร้อมกันทั้งปี  ขอคิดแบบกำปั้นทุบดินด้วยการหาร 2 ถัวเฉลี่ยต้นปีปลายปีครับ
(เสมือนว่าเราฝากเงินธนาคารเดือนละ 10,000 บาท 12 เดือน  ให้ดอกเบี้ย 3%  ครบ 1 ปีเราไม่มีทางได้ดอกเบี้ย 3,600 ครับต้องน้อยกว่านั้น  เพราะเงิน 120,000 เราทยอยฝาก  ไม่ได้ฝากมาตั้งแต่ต้นปี)
จะได้เงินใหม่ที่เอามาลงทุน 20,316/2 = 10,158
รวมเงินลงทุน 80,000+10,158 = 90,158m ครับ

คิด ROI 4.5% จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 4,057.11m


ซึ่งจริงๆตรงนี้เวลาคิดกำไร  จะต้องเอา (TP + ผลตอบแทนจากการลงทุน) - (สำรอง + ค่าใช้จ่าย)
แต่เราประมาณไว้แล้วว่า สำรอง + ค่าใช้จ่าย = TP
ดังนั้นกำไรจะประมาณผลตอบแทนจากการลงทุนครับ(อย่างที่บอกว่าจริงๆอาจจะบวกอะไรอีกนิดหน่อย  แต่คิดแบบ conservative ก็โอเคครับ)

คิดภาษี 23% -> กำไรสุทธิ 3124m

คิด EPS 66.5ล้านหุ้น -> EPS 47ครับ


ถ้าเทียบราคาตอนนี้ PE = 530/47 =11.2 เท่านั้น(ไม่รวมปันผล 30บาท)  ซึ่งถ้าดูจากกำไรปีที่แล้ว 37.58 แสดงว่ากำไรโตขึ้นมา 25% เลยทีเดียว(แม้ว่าจะได้ผลประโยชน์ทางภาษีอีก 7% ก็ตาม)  ซึ่งถ้าไม่นับผลประโยชน์ทางภาษีจะโตขึ้นมา 13%  ซึ่งถ้าคำนวนต่อไปใน growth rate เดียวกัน(ดังตาราง)  จะเห็นว่ากำไรโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีเลยทีเดียว(ซึ่งมันเคยโตได้มาแล้ว 23 ปี  จะโตอีก 3-5 ได้ใน rate เดิมคงไม่แปลกอะไร)




เชิงคุณภาพ
- SCBLIF มีการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านทาง tesco lotus ซึ่งน่าจะกระจายการขายประกันชีวิตได้ดีมากขึ้น
- สาขาธนาคารที่เยอะอันดับต้นๆของประเทศ  และการกิน marketshare อันดับ 1ของ banc ซึ่งเป็น modern trade เนื่องจากทำมานานกว่าเจ้าอื่น  ทำให้สามารถขายได้ดี
- room ยังโตได้อีก(อ่านเพิ่มเติมในบทความ เมื่อคนอยากรวยเลือกหุ้นประกันชีวิต ได้ครับ)
- การมองกระจกหลังอาจจะช่วยอะไรได้ไม่มาก  แต่อย่างน้อย SCBLIF ก็เคยพิสูจน์ตัวเองในภาวะวิกฤตมาแล้ว 2 ครั้ง  และทำได้ดีมาตลอด




โดยส่วนตัวมองว่าการคิดค่อนข้างจะ conservative มากแล้ว  ปัจจัยหนุนมีทั้งการพยายามเพิ่ม ROI โดยลงทุนในหุ้นมากขึ้น  เพิ่มยอดขายโดยขายผ่าน tesco lotus(ดูจากการโต 32% ใน 2 เดือนแรกไม่ธรรมดาเลยทีเดียวน่าจะลุ้นยาวๆได้ถึงสิ้นปี)  ผู้บริหารที่ประกาศกร้าวว่าจะขึ้นที่ 3 ด้วย TP 55,000ใน 3ปี(สูงมากๆๆๆๆๆๆ)  และท่าทางจะเอาจริงเสียด้วย 
เหล่านี้ทำให้กำไรเพิ่มจากที่คิดไว้ครับ


คาดว่าไม่น่าจะหลุด 47 บาท  ด้วยความมั่นใจ 80%+  อาจมีลุ้นได้ถึงเลข 5
(ยกเว้นแต่จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงจริงๆที่กระทบต่อธุรกิจเช่น  ยกเลิกลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิต  เปลี่ยนแปลงฐานภาษี  ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าธุรกิจประกันต้องเพิ่งนโยบายของทางรัฐอยู่พอสมควร  แต่โอกาสเกิดน้อยมากครับ  ไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องภัยธรรมชาติ  วิกฤตการเมือง  กีฬาสี  เพราะไม่น่าจะกระทบต่อยอดทำประกันหรือสินไหมทดแทนเท่าไหร่  เรื่อง delist ก็เช่นกัน  ไม่กระทบพื้นฐาน  แต่ถ้าทำจริงมีเจ็บ TT^TT)


ต้นปีหน้าลองมาดูกันครับ  ว่าจะแม่นแค่ไหน ^^



1 ความคิดเห็น: