วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สรุปการเดินทางของคนอยากรวยปีแรก

จริงๆยังไม่ครบปีนะครับ  แต่ตัดสิ้นปีไปเลย


โดยรวมการลงทุนปีแรกอยู่ในเกรด "ใช้ได้" ครับ

วัดแล้วเติมเงินลงไปเรื่อยๆเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน(เริ่มจาก 0)  จริงๆผลตอบแทนควรจะคูณ 2 เพราะเฉลี่ยเอา  อีกอย่าง 3 เดือนแรกยังไม่ได้เล่น


วัดจริงๆกำไรเกือบ 20% หรือเฉลี่ยเพิ่ม 2 เท่าจะได้ราวๆ 35% อ่ะ  มั่วตัวเลขเอานะครับ  ไม่ได้วัดเป๊ะๆ
ก็ถือว่า"โชคดี"มากกว่า  ในภาวะตลาดกระทิงแบบนี้แล้วหุ้นเราได้อานิสงห์ไปด้วย


ย้ำอีกทีว่า "เราต้องรู้นะครับว่าเราเก่งหรือโชคดี"
บางคนเก่ง  บางคนแค่โชคดีเหมือนยืนถูกที่ถูกเวลาแล้วบอลมาเข้าทางพอดี  กำไรง่ายกันเป็นเด้งๆจาก ipo บ้าง หุ้นปั่นบ้าง



วิเคราะห์ความสามารถของคนอยากรวยก็อ่านงบเป็นมากขึ้นนิดหน่อย  คือพอดูรู้เรื่อง  รู้จักอุตสาหกรรมมาอีกพอสมควร  แต่ที่ไม่รู้ก็มีอีกเพียบ
ความสามารถในการ valuation ยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก  แต่การ assumption เอาอย่างอื่นมาใส่น่าจะทำได้ดีขึ้น



เป้าหมายปีหน้า

1. ปีหน้าตั้งเป้าเวอร์ๆไปก่อนเลย 50%  เติมเงินอีกเท่าๆกับปีนี้
ดังนั้นพอร์ทเดิมจะได้เป็น 150%  เติมเงินอีก 100% + ผลตอบแทนใหม่ 25%
รวมๆกันเป็น 275%  คือเงินตอนปลายปีหน้า

2. ไม่ได้ 50%  เอา 20-30% ก็สูงแล้ว  แต่ฝันให้ไกลไปให้ถึงกันเลย

3. worst case ต้องไม่ติดลบ  ถ้าจะติดลบต้องรู้ว่าปีอื่นจะดีขึ้น(อย่างมากๆ)

4. ต้องรู้อุตสาหกรรมมากขึ้น  ทำ valuation ละเอียดขึ้น  แกะงบดีขึ้น
ตั้งเป้าว่าจะ valuation ใหม่  สัปดาห์ละ 1 ตัว(สู้ๆ)

5. จะลดตัวที่ถือลง  ถือแค่ 3-4 ตัวพอ  เป็นไปได้อยากถือตัวเดียวเหมือนกัน  แต่ไม่มั่นใจพอ  คิดว่าสักวันคงจะมีวันนั้น



สำหรับเป้าหมายเรื่องเงินก็คงแค่นี้ก่อน

เวลาที่เหลือคงเอาไปทำอะไรมากขึ้นนอกจากเล่นเกม(อิอิ)


เส้นทางสู่ financial freedom มันยังอีกยาวไกล  ถ้าเดินเรื่อยๆต่อไปมันคงจะถึง



เตือนใจด้วยคำคมๆก่อนว่า

1. โลกนี้มันไม่ยุติธรรมหรอก  ยอมรับมันซะเถอะ #บิล เกตต์#
แต่จะยอมรับแล้วกลับไปทำงาน  หรือยอมรับแล้วลุกขึ้นสู้ก็แล้วแต่นะครับ


2. ถ้าคุณเกิดมาไม่รวย  นั่นไม่ใช่ความผิดคุณ  แต่คนตายทั้งๆที่ยังจน  นั่นล่ะความผิดคุณเต็มๆ #บิล เกตต์#
อันนี้  ตรงไปตรงมา

3. คนเราทุกคนไม่ได้เกิดมาเก่งการลงทุนทุกคน  แต่เราทุกคนควรลงทุน "ปีเตอร์  ลินซ์#

คนอยากรวยทิ้งคำ HNY ยาวๆว่า  เงินมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต  แต่ถ้าจัดอันดับ  ยอมรับซะเถอะครับว่ามันสำคัญอันดับต้นๆ

การที่เรามีเงิน  เราสามารถซื้อของได้มากมายบนโลกใบนี้  ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจคือเกือบทุกอย่างบนโลกนั่นแหละ
ถ้าเรามีเงินพอ  เราสามารถขับรถ super car ที่ดีที่สุดในโลกได้  เราสามารถอยู่บนตึกสุงๆดีได้  ดูทีวีจอใหญ่ๆได้  พูดยังงี้ดูเหี้ยไหมครับ

เอาใหม่ๆ
การที่เรามีเงินเยอะๆ  เราสามารถเลือกทำงานเฉพาะที่เรารักได้(หรือไม่ทำเลยก็ได้)  เราสามารถใช้เวลากับคนที่เรารักหรือครอบครัว  ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เราสามารถไปท่องเที่ยว  หรือไปในที่ต่างๆที่เราอยากไปได้

สำหรับคนอยากรวย  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความฝัน  คนอยากรวยบอกได้เลยว่า  เงินมันสามารถปกป้องความฝันของเราได้
เงินมันสามารถทำให้เราไปเรียนคณะดุริยางคศิลป์  โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าไม่มีจะกินหรือไม่มีงานทำได้  เงินมันสามารถทำให้ลูกของเรา  ไปเรียนศิลปกรรม  โดยไม่ต้องกังวลถึงอนาคต


และสิ่งที่สำคัญรองลงมาของคนอยากรวยคือความสุข  เงินก็สามารถสร้างความสุขให้ได้เช่นกัน
เงินสามารถทำให้เราอยู่กับสิ่งที่เราชอบได้ทั้งวัน  เช่นเล่นเกมทั้งวัน  เล่นดนตรีทั้งวัน  เที่ยวทั้งวัน  เดินป่าทั้งวัน  เพราะถ้าไม่มีเงินเนี่ย  โดนไล่ออกหรืออดตายแน่ๆ
เงินสามารถบันดาลสิ่งของที่เราต้องการให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นแหวนเพชร  คอนโดหรู  ของกินดี  เสื้อผ้าสวยๆ



คนอยากรวยมองว่าเงินมันไม่ใช่ปิศาจร้ายเสมอไป  ขึ้นอยู่กับวิธีใช้มากกว่า

น่าแปลกใจที่คนมากมายไม่สนใจเรื่องเงิน  แต่เค้ากลับทิ้งหลายๆอย่าง  ทั้งความฝัน  ความสุข  หรือครอบครัว  มาทำงานเพื่อเงิน(ไหนบอกไม่สนใจเงินงัยวะ)


น่าแปลกไปอีก  ที่เค้าทำทุกอย่างเพื่อเงิน  แต่พอถึงเรื่องเงินๆทองๆ  เค้ากลับยกให้คนอื่นจัดการอย่างไม่คิด(คิดน้อยกว่าซื้อผ้าอ้อมด้วยซ้ำ)




คนอยากรวยแค่บอกว่า  สนใจเรื่องเงินกันเถอะครับ
สนใจมากกว่าดอกเบี้ยธนาคารนั่น 2.4396% ส่วนที่โน่น 2.45960% ได้แล้วครับ

เจียดเวลาส่วนนึงมาศึกษากันเถอะครับ  มากน้อยแล้วแต่ความสนใจ



คำพูดแรงๆกระแทกใจคือ  "คุณไม่ศึกษาก็ได้  คุณก็นั่งทำงานจนเกษียณไป"
สั้นๆ  ง่ายๆ  ตรงๆ  ครับ


ถ้ารู้สึกว่าโลกอื่นมันไม่ยุติธรรม  เพราะคนขี้เกียจได้โบนัส  คนไม่เก่งได้เรียนต่อ  บลาๆๆๆๆๆ
แต่โลกการเงิน  เงินวางอยู่ตรงหน้าแล้วครับ  เก่งพอมากวาดเอาไปได้เลย

ไม่มียุคไหนนะครับ  ที่เงินจะให้รางวัลคนที่เข้าใจมันได้มากขนาดนี้  แต่ก็จะลงโทษคนที่ไม่เข้าใจได้มากขนาดนี้เช่นกัน




ดัชนีหุ้นขึ้นมา 400 -> 1,400 จุด  ที่ดินราคาขึ้นกัน 2-5 เท่า  ราคาคาคอนโดพุ่งเป็นเท่าตัว
แต่ก็ยังมีครฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 0.75%



ลองเอาไปคิดดูนะครับ

โชคดีร่ำรวยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เมื่อคนอยากรวยสนใจทีวีดาวเทียม megatrand ที่ชัดโคตรๆ


ทีวีดาวเทียมหรือ satellite TV หรือย่อไปให้สั้นๆอีกก็คือ Sat TV  ก็คือช่องทางเลือกนอกจาก free TV นี่แหละครับ  เช่น  ช่องการ์ตูน  ช่องป้าเช็ง  ช่องฟุตบอล  ช่องหนัง ฯลฯ


ซึ่งมันก็สถิตย์กับเมืองไทยมานานแล้วครับ  แล้วมันน่าสนใจตรงไหนล่ะ ???

คนอยากรวยขอเกริ่นประวัตินิดนึงนะครับ

ย้อนไปสมัยอโยธยาศรีรามเทพ(เวอร์ไป)  ณ  ขณะนั้นการโฆษณาผ่านฟรีทีวีเป็นที่นิยมมาก  เพราะทุกบ้านมีกันหมด  หรือมี 100%  ใครๆก็อยากลงโฆษณาเพราะลงทีนึง  คนเห็นทั่วประเทศ  ทำให้งบโฆษณาสูงมาก  และมีแนวโน้มเพิ่มมาเรื่อยๆ  ณ ตอนนี้ค่าโฆษณาของรายการเทพๆ  ช่วงเวลาเทพๆ  ไล่ไปถึงนาทีละ 400,000 บาทกันแล้ว(นาทีเดียวนะครับ)  และเม็ดเงินรวมทุกช่องตอนนี้สูงถึง 60,000m ซึ่งเยอะเหี้ยๆ(เพราะมันมี free tv กี่ช่องกันล่ะ  และแต่ละช่องก็กินกันไส้ปลิ้นเลยน่ะครับ)  อย่างช่อง 3 ช่องเดียวมีมูลค่าการตลาดถึง 100,000m  เยอะแบบเหี้ยๆเลยล่ะครับ


แต่ในอีกด้านหนึ่ง sat tv และ cable tv ก็ค่อยๆโตมาอย่างช้าๆ  ประมาณว่าอยู่กินกันไปวันๆ  จนคนเริ่มติดขึ้นเยอะเรื่อยๆๆๆๆ  จาก 10%->50%  ไอ้ตรง 50% นี่แหละครับ  เป็นจุดที่เรียกว่า critical mass
แปลว่าอะไรดีล่ะ  เหมือนว่ามีเพื่อนในกลุ่ม 10 คน  ใช้ iphone 1 คนก็เฉยๆ  มือถือบ้าอะไรแพงจัง  ไป นกป ได้ตั้ง 10 ครั้ง  พอเพื่อนเริ่มใช้ 2 คน 3 คน 4 คน  ก็เริ่มลังเลแล้วใช่ไหมครับ  พอมีสัก 5-6 คน  เราก็ทนการเร้าของสังคมไม่ไหว  ต้องไปซื้อกันมาบ้าง  ไอ้ตอนที่ 1->5 จะกินเวลานาน  เพราะไม่เป็นที่นิยม  ใครก็ไม่ใช้  แต่ไอ้ตอน 5->10 จะกินเวลาไม่นานครับ  เพราะมันนิยมแล้ว  นั่นแหละครับ  critical mass


และก็มีพระเอกชื่อ AGB Neilson หรือพี่เนล  ซึ่งเป็นคนสำรวจ rating ได้มาทำให้ critical mass สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น  ก็ได้ลงมาสำรวจ rating ให้ละเอียดขึ้น  ถ้าพูดวิชาการหน่อยคือเพิ่ม sample space เพื่อลด margin of error นั่นเอง

ซึ่งพี่เนลนี้เป็นคนน่าเชื่อถือมาก  ระดับโลกเลยล่ะครับ  ดังนั้นถ้ากลุ่มตัวอย่างใหญ่พอ  เค้าบอกว่าช่องนี้ฮิต  ใครๆก็เชื่อครับ  ทีนี้พอพี่เนลเริ่มทำให้กลุ่ม sat TV มีความหวัง  กลุ่ม sat TV ก็เลยลุกฮือขึ้นมาบอกว่า  "เห็นไหม !!!  คนดูก็เยอะ  แต่ทำไมค่าโฆษณาต่ำจัง  ขอขึ้นหน่อยดิ"  ไอ้ครั้นรายเก่าๆจะไม่ให้ขึ้นก็ไม่กลัวครับ  เพราะของมันดีจริง  เค้าไม่เอาคนอื่นก็เอามาลง


และค่าโฆษณามันต่ำแค่ไหนก็ต้องบอกเลยว่า  ช่วงเทพๆที่บอกว่านาทีละ 400,000 ของช่อง 3 หรือเรียกว่า super-prime นั้น  ของ sat tv ตอนนี้แค่ประมาณ 20,000  ต่างกัน 20 เท่าครับ  ราคาเฉลี่ยช่อง 3 ราวๆ 100,000 ของ sat TV ประมาณ 5,000(ของช่องเกรดบนๆนะครับ)  ราคาต่างกันแบบมหาศาล

แต่มันก็ต้องขึ้นกับคนดูด้วย  ไปลงโฆษณาถูกๆแต่ไม่มีคนดู  agency ก็ไม่อยากลงจริงไหมครับ ???
ณ Q4 พี่เนลบอกว่า  70% ครัวเรือนไทย  ติด sat TV แล้ว(แต่ของอะไรว่ากันอีกทีนะ)


ตรงนี้จะมีค่าๆนึง  เรียกว่า cost per rating ซึ่งเอาราคาที่จ่าย  หารด้วย eye ball ครับ  เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า
สมมติแรงเงามีคนดู 100,000 คน  ราคา 400,000 บาท  หารกันก็ได้ 4 ครับ  แต่น้องเมีย(ชื่อละครนะครับ  ไม่ใช่น้องของเมียจริงๆ)  คนดู 30,000 คน  ราคา 20,000 บาท  หารออกมาจะได้ 0.67 ครับ  ก็ลองแปลความหมายดูนะครับว่าอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  มันก็ต้องค่อยๆขึ้นนะครับ  ไม่ใช่ขึ้นกันตูมเดียวจาก 10,000 เป็น 50,000  ไม่งั้น agency โฆษณาไม่เล่นด้วยนะครับ  เพราะงบมันมีจำกัด  แต่คำว่าค่อยๆของพี่แกก็ปีละ 30-100% แล้วแต่ช่องล่ะครับ



มีสถิติที่น่าสนใจคือ
1. จำนวนครัวเรือนที่ติดจานดาวเทียมน่าจะเป็น 100% ในเร็วนี้  จากคุณภาพ content และกระแสครับ(น่าจะ 3-5 ปี)
2. ผู้ชนะในธุรกิจ sat TV จะมีกำไรโต 5-20 เท่า(ตอน mature)


ถ้าเรา asuume ว่ากำไรขึ้น 10 เท่า = ราคาหุ้นขึ้น 10 เท่า  น่าสนใจรึยังครับ ???
 และถ้าเราเทียบ 20,000 กับ 400,000 เราก็เห็นว่ามี gap ให้เล่นได้อีกเยอะมาก  คนอยากรวยก็ไม่รู้ว่าแม้ทีวีดาวเทียมจะติด 100%  แต่ราคาค่าโฆษณาจะขึ้นไปได้ถึงไหน  คงไม่เท่ากันแน่ๆ  แต่เอาแค่นาทีละ 100,000(สัก 1/4)  ก็รวยกันไส้ไหลแล้วล่ะครับ


ทำไมราคาขึ้นแค่ 5 เท่าต้องรวยกันไส้ไหล  เพราะว่าต้นทุนการผลิตมันไม่ขึ้นด้วยน่ะสิครับ  จริงๆต้องบอกว่าขึ้นไม่มากเท่าดีกว่า


ในตอนแรก(คือตอนนี้)อาจจะต้องปรับปรุงรายการเยอะๆหน่อย  เพราะ sat TV rerun เยอะมาก
อันนี้เข้าใจไม่ยาก  เพราะเงินน้อย  จะไปเสียตังทำให้มันดีทำไม  ก็รีรันไปสิ(วะ)

แต่พอมาถึงวันนึงที่เงินมันเยอะ  ถ้าเรามัวแต่รีรัน  ช่องอื่นที่ไม่รีรันเค้าต้องทำได้ดีกว่า  และเอาเงินก้อนใหญ่ๆนั้นไปแน่นอน  ดังนั้นตอนนี้ก็เพิ่มงบลงทุนกันวุ่นวายมากทุกบริษัท


ในอนาคตอันใกล้คนอยากรวยเชื่อว่าช่อง sat TV หลายๆช่องจะไม่รีรัน  และมีคุณภาพไม่ต่างกับฟรีทีวี  เพราะในเมื่อคุณทำกำไรให้ช่องตัวเองได้  คุณก็ทำสิ  จะมามัวทำให้ช่อง 3 รวยทำไม(จริงไหมครับ)

ตอนนี้ยักษ์ใหญ่อย่าง work(point)ก็หันมาทำแล้วครับ  rs, grammy ก็ทำ  แล้วคาดหวังได้เลยว่าเค้าคงไม่มาทำแค่ไม่กี่รายการ  แต่เค้าต้องทำช่องตัวเองให้มันยิ่งใหญ่ครับ



โม้มากไป  ลืมบอกเลยว่า  ผู้เล่นใน sat TV มี 2 อย่างคือ content provider กับ platform provider
แปลเป็นไทยว่าทำรายการ  กับทำกล่องขาย

ณ ตอนนี้ sat TV เพิ่งตั้งไข่  content ดีๆเค้าไม่ขายนะครับ  แจกฟรีกันเลย  แจกไปหลายๆกล่องนั่นแหละ  ให้คนดูดูเยอะที่สุด  เพื่อจะได้ rating สูงที่สุด(แต่อนาคตไม่แน่นะครับ)

ส่วน platform provider หรือพวกขายกล่อง  ก็ไม่เก็บตังนะครับ  เอา content มาลงฟรีๆได้เลย  เพราะอยากขายกล่อง  ยิ่งกล่องตัวเองมีรายการดีๆเท่าไหร่  คนก็อยากมาซื้อกล่องนั้นมากเท่านั้นครับ


ผู้ชนะในระยะสั้น(3-5ปี)  คือคนทำรายการ(หรือ content provider)ครับ  เหตุผลตรงไปตรงมา  รายการไหนดีค่าโฆษณาอ๊วกแตกครับ

แต่ผุ้ชนะในระยะยาวคือ platform provider ครับ(5-10ปี)  เพราะกล่องไหนที่รวมผู้ชนะในข้อแรกไว้  ก็คือผู้ชนะระยะยาวครับ

แต่สำหรับคนอยากรวย  คนอยากรวยว่า  เราเอาแค่ content provider ก่อนก็พอครับ  รออีก 5 ปี  จะรอกันไหวหรอครับ  บางคนรอไตรมาสเดียวนี่แทบตายแล้วนะครับ



สำหรับ content provider เราก็ต้องมองหาผู้ชนะครับ  เพราะตอนนี้เค้ารุ้กันหมดแล้วว่า sat TV เป็นแหล่งเงินแหล่งใหม่  ใครๆก็อยากเข้ามาครับ  แต่กฏ 20:80 ยังใช้ได้ดีเสมอ  คือพวกรวยไส้ไหล  คือพวก 20% บนๆ  ที่จะได้เงิน 80% ไปใช้ครับ


ประเด็นมันอยู่ที่ว่า  ใครจะเป็นผู้ชนะล่ะครับ  เพราะมันไม่ใช่เหมือนค้าปลีก  รายการนี้คุณทำดี  รายการหน้าคนดูเค้าไม่ได้มาดูเพราะคุณผลิตเหมือนเลือกซื้อเพชรนะครับ  ดังนั้นแบรนด์แทบไม่มีผลเลย
เพราะหลายๆคนดุรายการนั้นเพราะชอบดู  เพราะมันดัง  เพราะเพื่อนดู  มีน้อยคนมากที่ดูเพราะว่าเป็นของ workpoint จริงไหมครับ

แปลว่าอะไร  แปลว่าคุณต้องเชื่อมั่นในผู้ผลิตรายการว่าเค้าจะสร้าง content ที่ดี  แย่ง rating มาได้
มันไม่ใช่แค่การ copy model ความสำเร็จอย่าง CPALL หรือ HMPRO ที่ปั๊มไปเรื่อยๆเพราะนำแล้วนะครับ  วันดีคืนดีถ้าช่อง 7 ทำอะไรสักอย่างได้  ก็พลิกขั้วกันได้ง่ายๆ  เพราะคนดูทีวี  ดูเพราะชอบดู  ไม่ได้ดูเพราะเป็นช่อง 3 หรือช่อง 7 เหมือนกับการเข้า CPN มากกว่าห้างท้องถิ่นนะครับ



จริงๆผมไม่อยากเจาะจงชัดเจนว่าตัวไหน  แต่ sat TV กำลังจะมาอย่างแน่นอน  ผมแนะนำให้มีประดับพอร์ทเลยครับ  เลือกถูกตัว  รวยอ๊วกกันแหงๆ  ผมว่าถูกตัวมีเป็นเด้ง  เพราะเทรนมันยังอีกยาว  ต้องรีบเก็บกันแล้วล่ะครับ  เพราะพวกเซียนๆเค้ายัดเข้าพอร์ทนั่งยิ้มตั้งแต่ต้นปีแล้ว  มาตอนนี้ยังไม่สายเกินไป  เพราะรถไฟเพิ่งจะเริ่ม  ใครกลัวราคาสูงผมว่ามีตกรถขบวนใหญ่ครับ




เลือกตัวดีๆนะครับ  เลือกผู้ชนะ  เลือก dominant player ที่สำคัญดูด้วยว่าเค้าทำ sat TV อยู่เท่าไหร่  ธุรกิจอื่นเท่าไหร่  และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
บางรายทำ free TV ด้วย sat TV ด้วย  บางรายทำ sat TV น้อย  ทำเพลงเยอะ  บางรายทำแต่ sat TV ก็มี

อ่อ  เตือนภัยอีกอย่างคือ free TV กับ sat TV เป็นศัตรูกันชัดเจน  ถ้า free TV หมั่นไส้  บางรายการหลุดผังได้ง่ายๆเลยนะครับ  ถามข่าวข้นกับชิงร้อยชิงล้านได้
ผมว่าวันนึงที่ sat TV แข็งข้อมากๆ  คงต้องอัปเปหิกันยกใหญ่


แต่อย่างว่าครับ  ทางธุรกิจไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร  ทำเงินได้ก็เป็นเพื่อนกันหมด
อย่างช่อง 7 ไล่ชิงร้อยชิงล้านออกมา(น่าจะเพราะ work ไปเอาเบอร์ช่อง 7 ใน PSI มาทำให้ช่อง 7 บางคนไม่พอใจ)
ช่อง 3 เห็นว่าทำเงินได้  แม้จะเป็นคู่แข่งแต่ก็รับมาอุปการะครับ

เพราะจริงๆสเกลมันยังต่างกันเยอะอยู่  รายได้ free TV มัน 60,000m แต่ sat TV ตอนนี้ยังแค่ 4,200m  เรียกว่าช้างกับหนูครับ

แต่จับตาดู 1-2 ปีต่อจากนี้นะครับ  ว่า 4,200m จะขึ้นไปถึงไหน  และใครจะได้ไป(ผมว่ามันจะ 10,000m เร็วๆนี้แหละ)


ย้ำ(อีกที)ว่าเลือกดีๆนะครับ  เพราะกำไร 20 เท่าไม่ได้ได้ทุกราย  แต่ได้เฉพาะผู้ชนะนะครับ


ถ้าจะให้ใบ้  ชอบ FFK กับคนอวดผี  และคุณกนกครับ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กลับมาเขียนใหม่ ด้วยหุ้น turnarounds : KTC

หายหน้าหายตาไปนานเพราะติด FM2013 เกมบ้าอะไรทำคนอยากรวยเสียเวลาชีวิตจริงๆ

จริงๆช่วงที่หายไปมีการปรับพอร์ทเยอะมาก  แต่ขี้เกียจเขียน(แต่ศึกษาแล้วนะ)
เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา  เริ่มที่ตัวแรกก่อนเลยดีกว่า


turnarounds stock : KTC

ktc ตัวนี้ใครอยุ่ในวงการหุ้นคงจะได้ยินชื่อเป็นอย่างดี  ใครที่ไม่ได้อยู่ก็คงจะรู้จักในนาม"บัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย"


คนอยากรวยเล่าประวัติคร่าวๆว่าตัวนี้ถูกอยู่นานมาก  เพราะมันไซฟ่_นกันไส้ไหล  เทรดกันที่ 0.5 book มา 2-3 ปี   NPL ทะลุ 6-7% เลยมั๊งตอนนั้นคนอยากรวยเข้าตลาดไม่ทัน


มาตอนนี้ story ของหุ้น turnarounds คือ turn around นี่แหละ(จริงไหมล่ะ)
แต่จริงๆคือเปลี่ยน ผบห คนใหม่  ซึ่งขอแค่ไม่ทำกันแบบคนที่แล้วก็พอจะทำให้ขยับมาเทรดที่ book ได้แล้วล่ะครับ


จะโม้ก่อนว่าคนอยากรวยได้ยินหุ้นตัวนี้เป็นตัวแรกๆที่รุ้จัก  โดยอาจารย์คุยกับใครก็ไม่รู้(น่าจะเป็นมาร์)  แล้วพูดว่ามันถูกมากนะ  0.5 book เอง   ตอนนั้นราคา 10 บาท
ผ่านไปครึ่งปีอาจารย์โทรมาบอกว่า  เออ ตัวนี้เหมือนจะ turn นะ  ตอนนั้ 18 บาท  ไม่กล้าซื้อ  เพราะขึ้นมาตั้ง 80%  อาจารย์ก็ย้ำว่า  เออน่า  มันยังถูกอยู่มาก !!!

สรุปได้เข้ามาแถวๆ 25-26 บาท  ใครมาแถวนี้ทุนก็เท่าคนอยากรวยล่ะครับ



โม้ไปนิด  เข้าเรื่องดีกว่า

จำ template การเขียนตัวเองไม่ได้และ  มั่วใหม่เลยละกันนะ

วิเคราะห์ตัวเลข

1. รายได้  มาจาก 2 ส่วนคือ

- MDR ยาวๆว่า merchant discount rate แปลว่าเวลาเรารูดบัตร 1,000 จะมีตังส่วนนึงหักแล้วส่งมาให้ ktc ครับ  เพราะอย่างนี้พ่อค้าเลยชอบรับเงินสดมากกว่า  ไม่ต้องเสียค่าต๋ง  แต่บางทีก็ต้องยอมเพราะของใหญ่  ลูกค้าไม่มีตังจ่ายรวดเดียว  ได้น้อยลงนิดหน่อยดีกว่าไม่ได้  ตรงนี้ได้ราวๆ 1-1.5% ของสินค้า  แล้วแต่ชนิด  ส่วนมากได้ 1.1-1.2%  ถ้าขี้เกียจคิดก็คำนวน normal ratio เอาครับ  จริงๆถ้า track รายได้มาจะเห็นมันเท่าๆกันหมดเลย  เพราะบัตรเครดิตมันโตตามการใช้จ่ายของคนในประเทศครับ  ซึ่งที่ผ่านๆมาก็ไม่มีปีไหนที่ย่ำแย่(จริงๆ hamburger crisis การแด๊กของคนไทยไม่ได้เปลี่ยนมากนะครับ  คนนอกวงการเศรษฐกิจแทบไม่กระทบเลย)  ซึ่งดูแนวโน้มปีหน้าก็น่าจะไม่แย่กว่านี้(น่าจะดีขึ้นนิดนึงด้วยซ้ำ)

- interest ที่แปลว่าสนใจ  เอ๊ย  ดอกเบี้ยครับ  คือคนที่จ่ายไม่ตรงกำหนดก็จะโดนดอกนั่นเอง  ซึ่งปกติถ้าเป็น target group เดิม  รายได้ตรงนี้ก็จะไม่เปลี่ยนเช่นกันครับ  เพราะลูกค้าแบบเดิมๆ  มันก็ไม่จ่ายแบบเดิมๆนั่นแหละครับ  ซึ่งถ้าตามดีๆก็จะเห็นว่ารายได้ตรงนี้เท่าๆเดิมทุกปีเช่นกัน  เพราะ positioning ของ KTC ยังไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่นัก


ตรงนี้น่าสนใจว่า  ถ้า target group เป็น premium MDR จะสูงครับ  แต่ดอกจะไม่เยอะ(เพราะกูรวย  แต่ขี้เกียจพกตัง  ใครจะทำไม)  แต่ถ้าเป็นรากหญ้าหน่อย  ก็จะกลับกันครับ  ใช้ทีละน้อยๆ  แต่จ่ายได้หรือเปล่าว่ากันอีกที  ทำให้ดอกเยอะ  MDR น้อย

จริงๆถ้าตามรายได้มา  จะเห็นว่าไม่เปลี่ยนมาก  จริงๆบริษัทมีนโยบายจะเพิ่มรายได้ด้วยการอัดแคมเปญหรืองบการตลาดลงไป  บอกว่าจะโต 8-10%   แต่คนอยากรวย conserv ว่าเท่าเดิมครับ 11,000m (รวมอื่นๆและอัตราแลกเปลี่ยนด้วยนะครับ)



2. รายจ่าย

ตรงนี้คือ key ที่จะ turn around เลยครับ  รายจ่าย
บางคนที่มาดูงบถึงไม่สนใจตัวนี้  เพราะโตจากการลดรายจ่ายมันลดได้ไม่มาก  จริงหรือเปล่ามาวิเคราะห์กันครับ

- รายจ่ายแรกคือ cost to income เป็นคำศัพท์ใหม่ครับ  แปลตรงๆก็ต้นทุนต่างๆแหละครับ  หลักๆก็ marketing cost, salary, outsouce  ซึ่งเดิม KTC อยู่ที่ 47-48% ของรายได้(ก็คือราวๆ 5,500m)  ปกติอุตสาหกรรมเค้าต่ำกว่า 40% ครับ  เอาง่ายๆว่าถ้าลดได้ 40% อย่างเค้าบ้าง  กำไรโผล่มาดื้อๆ 800m ครับ

แน่นอน ผบห ก็มาบอกว่าจะลดเลยครับ  เป้าก็ตามอุตสาหกรรมอ่ะครับ  40%  ตรงนี้คนอยากรวยมองว่าลดได้แน่ๆครับ  แต่จะลดได้แค่ไหนมากกว่า  เพราะบางอย่างที่มันฟุ่มเพือยลดได้  เหมือนคนอยากรวยให้ประหยัดนั่นแหละ  รายจ่ายเราลดลงแน่ๆ  แต่จะลดได้มากแค่ไหน  เพราะมีบางอย่างที่ลดไม่ได้  บางอย่างที่ลดยาก  เช่นเงินเดือน  ไปลดของลูกน้องดื้อๆมีตีกันตายครับ  marketing cost ก็ลดยาก  เพราะบัตรเครดิตไม่มีโปรดีๆหน่อยคนก็ไม่อยากใช้  แต่อะไรที่ฟุ่มเพือยก็ลดได้ครับ  พนง สวยๆ(ที่จ้างแพง)ก็ไล่ออกไป  สาขาที่ไม่ effective ก็ปิดไป  outsource ก็ดึงกลับมาทำเอง

แต่การจะได้ 40% บางทีอาจจะต้องเพิ่มรายได้แทนการลดรายจ่ายอย่างเดียวด้วยครับ  ซึ่งมันเป็นความเสี่ยง  เพราะ marketing cost อัดไปแล้ว  คนจะใช้จ่ายหรือเปล่าต้องไปลุ้นอีกที


- ประเด็นรายจ่ายต่อมาคือ NPL ครับ  ตรงนี้คือเอาหนี้สูญมาลบกับหนี้สูญได้รับคืน  จริงๆโดนอยุ่ที่ 7-8%  แต่ที่ผ่านมาทำได้ลงมาเหลือ 3-4%  ดู % มันกระจิ๊ดเดียวครับ  แต่ถ้าดูตัวเลข  ไอ้หนี้เสีย 7-8% เนี่ยมันราวๆ 3,XXX m ต้นๆครับ  ถ้าลดลงเหลือ 4% ได้(เท่าอุตสาหกรรมเลยนะ 4% เนี่ย)  ก็จะลงมาได้อีก 1,500m ครับ(ปัดๆลงแล้วนะ)  เอาแค่หนี้สูญตรงนี้  บวกกับ cost to income ที่ลดได้ 40% อีก 800m  แค่นี้ก็ 2,300m โดยที่บริษัทไม่ต้องกำไรสักบาทเดียวก็ได้ครับ  ราคาก็ไปตีต่อกันเองครับ

แต่ประเด็นคือ NPL มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า  เพราะที่มันเก็บได้เยอะใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมา  เพราะมันล้างบางไปเยอะมาก  เยอะจนแบบมึงควรจะเก็บกลับมาได้บ้าง
คำถามคือเก็บไปเยอะๆแล้ว  จะเหลือให้เก็บอีกไหม  ตอบตรงๆก็คงไม่เหลือน่ะครับ  แต่ว่าถ้าคุมหนี้ดีๆ  มันก็ไม่ควรเกินกว่าอุตสาหกรรมเท่าไหร่  ก็คือที่ 4%


- interest จ่าย  อยุ่ที่ราวๆ 2,000m ครับ



เอาคร่าวๆแค่นี้คงพอคำนวนกันได้

โดยส่วนตัวคนอยากรวยมองว่า cost to income 40% เป็นไปได้ยาก  เอาแค่ดีกว่าเดิมนิดหน่อยก็โอเคแล้ว  ผม discount 50% ขอแค่ 400m พอ
npl จาก 8% ลดลง 1% คือกำไรเพิ่มราวๆ 400m  ถ้าเหลือ 5%(ลดลง 3%) ก็ 3x400 = 1,200m ถ้า 6% ก็ 800m
ชอบเลขไหนใส่กันตามสะดวก


ผมมองแบบลดให้สุดๆ  กำไร 1,000m น่าจะพอไหว  แบบรายได้ไม่โตเลยนะครับ  ลดรายจ่ายอย่างเดียว ถามว่ากำไร 1,000m ให้ราคาเท่าไหร่ดี  ตอนนี้ marketcap เกือบ 7,000m PE 7
มองในแง่ดีกำไรอาจจะไปไกลกว่านี้ถ้าลดส่วนต่างๆได้โดยเฉพาะ NPL  และอาจจะดีมากขึ้นถ้ารายได้โต



ข้อควรระวังอย่างมากคือกลุ่มพวก bank มันตกแต่งตัวเลขง่าย
NPL แค่คุณจ่ายกลับงวดนึงก็ตีกลับหมดแล้ว  ดังนั้นวันร้ายคืนร้าย NPL มาตู้มเดียว 1,000m แบบที่เคยเป็นมาก่อนก็ทำได้  ถ้าเกิดน้ำท่วมคนจ่ายไม่ไหวอีก  economic crisis หรือ ผบห โกง


บางคนมองทั้งปีกำไรจิ๋มมดแค่ 60m  ต่อให้ q4 กำไร 150m ก็แค่ 210m, marketcap ตั้ง 7,000m บ้าไปแล้ว
ลองมอง story ก่อนครับ  q2 มี write-off outsource ส่วน q3 มี impairment 3XXm  ซึ่งเป็น one time loss คิดจาก q3 300x4 = 1,200m แล้วครับ


turnarounds ไม่ได้มองเป็นปีนะครับ  ต้องมองฟื้นตัว qoq ครับ  ผมว่าเริ่มชัดนะ  ราคามันไต่จาก 10->26 บาท  แต่ยังไปต่อได้อีก(ถ้ามันดีแบบที่ผมคิดไว้)  ไม่ซื้อตอนนี้รอไปซื้อปีหน้าอาจจะแพงครับ

ความเสี่ยงก็ตามที่ผมว่าไว้  รับได้ก็ลองมารับดูครับ



ตัวนี้คนอยากรวยมองกำไร 1,000m  PE ต่ำๆที่ 10  marketcap ก็ 10,000m ราคาไปลองคิดดูเองนะครับ
ถ้ากำไรออกมาเป็น 2,000m นี่ตัวใครตัวมันนะครับ  รวยกันอ๊วกแตก



ตัวนี้กะจะเก็บสัก 30% ครับ  ขอให้โชคดี ^^